Bhubate writes
2.2K views | +0 today
Follow
Bhubate writes
Collection of Bhubate Samutachak's writings
Your new post is loading...
Your new post is loading...
Scooped by Bhubate Samutachak
Scoop.it!

ผู้นำ..คือผู้รับใช้: To lead is to serve

ผู้นำ..คือผู้รับใช้: To lead is to serve | Bhubate writes | Scoop.it

Productivity World ปีที่ 17 : ฉบับที่ 97 (มีนาคม - เมษายน 2555)

(ภาพ: ส่วนหนึ่งของบานหน้าต่างกระจกสีด้้านตะวันออกของ วิหาร St.Andrew, Soham, Cambridgeshire, U.K.)

 

ผู้นำ คือผู้รับใช้: To lead is to serve

 

ผู้นำ...ผู้ที่ต้องลดอัตตา


ในวันก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงกางเขน พระเยซูเสวยอาหารมื้อสุดท้ายกับเหล่าอัครสาวก ซึ่งเป็นมื้อที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า 'The Last Supper' เมื่อเสวยเสร็จ พระเยซูทรงเอาผ้าสะอาดคาดเอวแล้วถืออ่างน้ำเข้าไปเพื่อล้างเท้าให้กับเหล่าอัครสาวกทีละคน ล้างเสร็จแล้วยังเอาผ้าเช็ดเท้าให้แห้ง แม้อัครสาวกบางคนจะทักท้วงว่าเป็นการไม่สมควร แต่พระเยซูก็ยืนยันว่าที่เหล่าสาวกทั้งหลายที่รักและนับถือท่านเป็นอาจารย์และพระผู้เป็นเจ้านั้นก็ควรแล้ว แต่จะไม่ให้ทำหน้าที่เหล่านี้ก็ถือว่าไม่ได้ให้ท่านทำหน้าที่ และเป็นส่วนหนึ่งของทุกคนอย่างสมบูรณ์ และยังว่า หากแม้ท่านทำได้ ทุกคนก็ควรทำให้แก่กันละกันได้เช่นกัน.....

 

ทั้งภาพจิตรกรรม และประติมากรรม ที่แสดงเหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นศาสนศิลป์ในคริสต์ศาสนาที่ซาบซึ้งกินใจเป็นอย่างมาก และมีความหมายอันล้ำลึกในทางปรัชญา...ผู้นำที่จะสามารถนำผู้อื่นได้อย่างไร้ข้อกังขาใดๆ คงต้องถ่อมตัว ถ่อมใจ หมดซึ่งอัตตา รับใช้ และรับฟังผู้อื่นอย่างนี้ และอาจจะไม่ใช่คนที่วางท่าใหญ่โต แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ที่แม้จะมีคนเคารพนบนอบ ก็คงเป็แต่เพียงต่อหน้าเท่านั้น

 

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งที่เห็นว่าหน้าที่สำคัญของตนเองคือการรับใช้ผู้อื่นคือ มหาตมะ คานธี บิดาแห่งการปลดแอกอินเดียไม่เพียงให้พ้นจากเงื้อมอำนาจจักรวรรดิอังกฤษ แต่ให้พ้นจากการจองจำของกิเลสภายนอกกายทั้งปวง คานธีก่อตั้งอาศรมริมฝั่งน้ำซาร์บารมาติ ให้ชื่อว่า สัตยาคฤหอาศรม หมายถึงสถานสำหรับการค้นหาความจริง (สัตยา หมายถึงความจริง คฤห หมายถึงการตามหา หรือค้นหา) ที่แห่งนั้นคานธีใช้เป็นทั้งสถานที่ทดลองการอยู่อย่างพอเพียง และพึ่งพาตนเอง โดยนำคนในชุมชนละแวกนั้นให้ปฏิบัติตาม การใช้ชีวิตที่สัตยาคฤห เป็นไปอย่างสมถะ เรียบง่าย ทุกคนต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่ล้างส้วมไปจนถึงงานในไร่นา มีลักษณะคล้ายกับนิคมพึ่งพาตนเองของ ตอลสตอย (Lev Nikolayevich Tolstoy) เจ้าของผลงานนวตกรรมอันเลื่องชื่อ 'War and Peace' ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากให้กับคานธี ในช่วงเริ่มต้น กัสตูรพา ภรรยาของคาธีออกจะรับไม่ได้เพราะเกิดมาในตระกูลผู้ดี และแสดงอาการไม่พอใจอย่างมากเพื่อให้คานธีทราบ จนเกิดมีปากเสียงกันขึ้น จนสุดท้ายคานธีอธิบายให้ทราบว่าหาก กัสตูรพา เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าอดสู และหน้าที่ทั้งหลายที่คนรับใช้ทำเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ก็คงจะใช้ชีวิตร่วมอุดมการณ์กันไม่ได้ ทำให้กัสตูรพาเข้าใจและกลายเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินภารกิจของคานธีเพื่อรวมชาติอินเดียซึ่งมีความแตกแยกของชนชั้นและชาตพันธ์อย่างรุนแรง

มหาบุรุษที่มีมีผู้เคารพศรัทธาและเชื่อฟังเป็นอย่างมากกลับกลายเป็นคนที่มีปณิธานที่จะเป็นผู้รับใช้สังคม ซึ่งถือว่าเป็น "ผู้นำ" ที่แท้จริง ผู้นำซึ่งไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจมอาญาสิทธิ์ตามระเบียบขององค์กร ให้มีสิทธิขาดสั่งการ ให้คุณ ให้โทษแก่ใคร แต่เป็นผู้นำที่ได้รับฉันทานุมัติจากคนอื่นๆ โดยดุษฏี และพร้อมทุ่มเทแรงใจ แรงกายมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด จะมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการหรือไม่ หน้ากากหัวโขนของใครจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผู้นำเหล่านี้ก็จะยังคงเป็นที่เคารพและศรัทธาอยู่เสมอ

 

Servant Leader ในทางวิชาการ


ตัวอย่างการเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ (Servant leader) นั้นมีมาทุกยุคทุกสมัย และมักจะเป็นผู้นำทางด้านแนวคิดจิตวิญญาณ (Spiritual leader) เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็จะยังได้รับการสัการะอยู่เสมอ และมักไม่ค่อยมีข้อกังขาหรือเคลือแคลงใดๆ เพราะมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมอย่างบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม ลักษณะผู้นำแบบผู้รับใช้ไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่ หรือกล่าวถึงมากนัก

 

ในตำราพฤติกรรมองค์กร หรือหลักการจัดการทั้งหลายก็มักแบ่งผู้นำออกเป็นแบบ เผด็จการ (Autocratic) คือพวกรวบอำนาจการตัดสินใจทั้งสิ้นไว้เอง สั่งการลูกน้องโดยไม่ต้องการให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแต่อย่างใด ผู้นำแบบมีส่วนร่วม (Participative) เป็นพวกที่เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็น หารือกับลูกน้องเพื่อเปิดโอกาสให้ร่วมตัดสินใจ หรือแบบปล่อยมือเลย คือผู้นำไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด มีหน้าที่แต่ในเพียงพิธีการ ภารกิจทั้งหลายล้วนดำเนินการโดยผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น (Laissez-faire) หรืออาจมีการแบ่งผู้นำตามแนวคิดของ Blake และ Moutonโดยจำแนกตามลักษณะของการมุ่งผลสำเร็จของงาน (Task-oriented) หรือมุ่งดูแลเอาใจใส่ผู้ร่วมงาน (People-oriented) ทำให้ได้ผู้นำ 5 จำพวกคือ พวกได้งานไม่ได้ใจ (Produce) ได้ใจไม่ได้งาน (Country club) ได้ทั้งใจได้ทั้งงาน (Team) ไม่ได้ทั้งงานไม่ได้ทั้งใจ (Impoverished) ส่วนอีกพวกคือพวกกึ่งๆ กลางๆ...แต่ก็จะเห็นว่าไม่มีการพูดเกี่ยวกับลักษณะของผู้นำที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้แต่อย่างใด

 

อันที่จริง แนวคิดเกี่ยวกับผู้นำที่เป็นผู้รับใช้นั้นมีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในงานของ Robert K. Greenleaf โดยเรียกว่า 'Servant Leader' ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านพฤติกรรมองค์กร มีชีวิตอยู่ในช่วง คศ.1904-1910 แต่เดิมเป็นผู้ดูแลด้านการพัฒนาองค์กรของบริษัท AT&T ภายหลังกลายมาเป็นนักวิชาการและได้รับเชิญไปสอนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Harvard, MIT รวมทั้ง Ford Foundation

 

Greenleaf ได้แนวคิดเรื่อง Servant Leader นี้จากวรรณกรรมเรื่อง Journey to the East ของ Hermann Hesse นักกวี นักเขียน และจิตรกร เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี คศ.1946 ในเรื่องนั้นกล่าวถึงตัวละครเอกชื่อ Leo ที่เป็นคนรับใช้ของนัก เดินทางกลุ่มหนึ่งที่คอยแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดการเดินทางที่มีแต่ปัญหาและความขัดแย้ง จนวันหนึ่ง Leo หายไป และทำให้นักเดินทางกลุ่มนั้นเป็นอันต้องแยกกลุ่ม Greenleaf เห็นว่าการจะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้น จะต้องรู้จักการเป็นผู้รับใช้ที่ดี รู้ความต้องการ ข้อจำกัดทั้งหลายของกลุ่ม Greenleafจึงเขียนหนังสือเรื่อง 'The servant as leader' ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง....คนรับใช้จะเป็นผู้นำได้อย่างไร??

ลักษณะ 10 ประการของ Greenleaf


Greenleaf ก่อตั้ง "Greenleaf Center for Servant Leadership" ในปี คศ.1964เพื่อศึกษาและเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับ Servant leader โดยเฉพาะ มีการจัดตั้ง Worldwide Network for Servant Leadership เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของผู้เลื่อมใสในแนวคิดดังกล่าว และแม้ Greenleaf จะเสียชีวิตไปกว่า 20 ปีแล้ว ศูนย์ศึกษาแห่งนี้และแนวคิดของ Greenleaf ยังเจริญและงอกงามในทางความคิดของผู้ที่มีความหวังที่จะเห็น "ผู้นำ" ในอุดมคติ ที่ Greenleafสาธยายว่ามีลักษณะสำคัญ 10 ประการ

 

ประการแรก คือ "รู้ฟัง" (Listening) ซึ่ง Greenleaf หมายถึงการฟังอย่างตั้งใจ และจดจ่อต่อความต้องการผู้คน ฟังทั้งสิ่งที่พูดออกมาและที่ไม่ได้พูดออกมา นั่นหมายความว่าทั้ง "ฟังด้วยหู ดูด้วยตา และรับรู้ด้วยความรู้สึก" เพื่อให้ได้ยินเสียงที่ไม่ได้ยินทั้งหลาย เสียงเหล่านี้สะท้อนความสุข ความทุกข์ ความต้องการ ความเข้าใจ ความไม่เข้าใจ ตลอดจนความเข้าใจถูก หรือเข้าใจผิดของคนในองค์กร

 

ประการที่สอง คือ "เห็นใจ" (Empathy) นั่นคือเมื่อรับรู้ความรู้สึกของคนในองค์กรแล้ว มีความเห็นใจและเอาเป็นธุระที่จะขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากทั้งหลาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นได้ ผู้นำที่ "ได้ใจ" มักจะเป็นคนที่รับเอาทุกข์ของผู้อื่นมาเป็นธุระ ซึ่งเป็นความหมายของรากศัพท์คำว่า "Empathy” คือการเข้าไปข้างในความรู้สึกของผู้อื่น เสมือนรับเอาความรู้สึกนั้นเป็นของตนเอง มีความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า "Sympathy” แม้ในหลายโอกาสจะแปลอย่างเดียวกัน ลัษณะเช่นนี้ในศาสตร์ด้านพฤติกรรมองค์กรเรียกว่าเป็น "People-oriented” คือการมุ่งเน้นการดูแลบุคลากร ซึ่งจะต้องมีความพอดี ไม่มากเกินไปจนสาละวนวุ่นวายอยู่แต่กับการแก้ปัญหาของคนอื่น หรือไม่น้อยจนเป็นผู้นำที่แล้งน้ำใจ

 

ประการที่สาม คือ "เยียวยา" (Healing) ในความหมายของ Greenleaf เป็นการเยียวยาทั้งตนเอง และผู้อื่น โดยเน้นไปที่การเยียวยาทางจิตใจเพราะในองค์กรหนึ่งมี "คนบ้าร้อยจำพวก" แต่ละคนมีอาการทางจิตคนละแบบ และมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกัน ผู้นำนั้นนอกจะรับเอาทุกข์ทางจิตของคนอื่นมาเป็นธุระแล้วยังมีความรู้สึกพิเศษที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ ความรู้สึกว่าตัวเองสามารถช่วยเหลือ หรือเติมเต็มให้ผู้อื่นบรรเทาจากความทุกข์เหล่านั้นได้ รวมทั้งการช่วยแก้ปัญหา ปัดเป่าอุปสรรค ให้กำลังใจ อีกทั้งเป็นคนที่มีความสามารถในการสื่อสารเพื่อการเยียวยา (Healing communication) ซึ่งอาจไม่ใช้เงินทองหรือเครื่องมืออะไรมากมาย แต่ต้องใช้ความเห็นใจดังที่ว่าไว้ข้างต้น และเวลาที่จะมีให้กับการรับฟังและพูดคุยกับคนอื่น

 

ประการที่สี่ คือ "ตระหนัก" (Awareness) ซึ่งหมายถึงการรับรู้ เข้าใจ และสำเหนียกต่อสถานการณ์ทั้งหลาย หรือจะถอดความเป็นภาษาชาวพุทธก็ต้องบอกว่าเป็นการ "รู้ตื่น" สถานการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นคล้ายกับเป็นนาฬิกาปลุกเพื่อเตือนให้พิจารณาถึงความหมายของมัน โดยความตระหนักที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแต่การตระหนักต่อสถานการณ์รอบด้าน แต่ยังรวมถึงการตระหนักเกี่ยวกับตนเอง (Self-awareness) ซึ่ง Greenleaf กล่าวว่าเป็นสิ่งกวนใจ (Disturber) ที่อาจทำให้ผู้นำครุ่นคิดและกังวลอยู่ตลอดเวลา หากไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตนเองให้ดี

 

ประการที่ห้า คือ "โน้มน้าว" (Persuasion) ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกับการ สั่งการ บังคับ หรือขืนใจ ด้วยอำนาจ แต่มีวิธีการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมีผลข้างเคียง (Side effect) ที่น่าพอใจกว่า หากจะว่าไปแล้ว การโน้มน้าว เป็นการ "ขาย" ความคิด (Sell idea) จนคนตอบรับ และปฏิบัติตามข้อเสนอด้วยความเต็มใจ เพียงแต่อาจใช้เวลานานและพลังงานมากกว่าการสั่งการ หรือการบังคับ อีกทั้งผลลัพธ์ว่าจะขายสำเร็จหรือไม่ก็ไม่แน่นอน แต่ผู้นำเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการโน้มน้าว สามารถทำให้เกิดฉันทามติในองค์กร ทำให้คนในองค์กรคิดเห็นไปในทางเดียวกัน และมีแรงผนึกสูง

 

ประการที่หก คือ "สร้างมโนทัศน์" (Conceptualization) โดยทั่วไปแล้วคำว่า มโนทัศน์ (Concept) ตามความหมายคือภาพที่อยู่ในใจเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การสร้างมโนทัศน์ให้กับองค์กรจึงเป็นการให้ภาพรวมเกี่ยวกับองค์กรแก่สมาชิก ซึ่งก็เป็นเหมือนกับการวาดฝันให้สมาชิกในองค์กรได้เห็นทิศทางและเส้นทางที่จะดำเนินไปร่วมกัน การสร้างมโนทัศน์ในที่นี้จึงเป็นการมองที่เกินเลยไปจากงานที่ปฏิบัติรายวัน และหากผู้นำสามารถให้มโนทัศน์ที่สร้างความฮึกเหิมให้กับคนในองค์กรได้ ก็จะยิ่งทำให้องค์กรนั้นเกิดพลัง อีกทั้งคนในองค์กรก็สามารถมองเห็นอนาคตของตนเอง เป้าหมายขององค์กร และเส้นทางที่จะไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นร่วมกัน

 

ประการที่เจ็ด คือ "ทำนายอนาคต" (Foresight) ซึ่งหากอ่านตามตัวหนังสือแล้วจะฟังดูงมงาย เป็นเรื่องของสัมผัสที่ 6 หรือการทำนายทายทักทางโหราศาสตร์ แต่แท้จริงแล้วนี่เป็นลักษณะและความสามารถอันสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งของผู้นำที่เรียนรู้จากประสบการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีต นำไปประมวลรวมกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ความสามารถนี้ทำให้ผู้นำสามารถสร้างวิสัยทัศน์ และวางแผนกลยุทธ์รองรับได้อย่างเหมาะสม มีทางหนีทีไล่ได้อย่างแยบยล เป็นลักษณะอันฝึกและถ่ายทอดได้ยาก

 

ประการที่แปด คือ "เป็นผู้พิทักษ์รักษา" (Stewardship) อันหมายถึงการเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างบริสุทธิ์ใจ ซึ่งทำให้สมาชิกในองค์กรไว้วางใจ ศรัทธาในการทำงาน และยินดีที่จะมอบอำนาจอย่างชอบธรรมในการสั่งการ และบังคับบัญชาตนเอง ยินยอมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีสิ่งเคลือบแคลงในใจ ซึ่งการวางตัวเป็นผู้พิทักษ์รักษาขององค์กรนั้นต้องอาศัยเวลา และการทุ่มเททำงานหนัก และการแสดงความจริงใจอย่างต่อเนื่องกว่าคนในองค์กรจะยอมรับ

ประการที่เก้า คือ "มุ่งมั่นต่อความเจริญของคนในองค์กร" (Commitment to the growth of people) ซึ่งลักษณะข้อนี้ต่างจากความเป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์โดยรวมขององค์กร ในแง่ที่เป็นการทำนุบำรุงความเป็นอยู่ และความเจริญเติบโตของสมาชิกในองค์กร ทั้งในแง่หน้าที่การงาน และด้านจิตใจ คุณลักษณะนี้ทำให้สมาชิกในองค์กรรู้สึกอุ่นใจ และทำให้เกิดความจงรักภักดีต่อทั้งผู้นำ และองค์กร

 

ประการสุดท้ายคือ "สร้างประชาคม" (ฺBuilding community) ในที่นี้หมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดภายในองค์ร ไม่ได้มององค์กรว่าเป็นแต่เพียงที่ที่คนมาร่วมกันทำงานโดยไม่มีความสัมพันธ์ ความเอื้ออาทร การแบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดประชาคมภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังจะทำให้เกิดประชาคม หรือความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ซึ่งจะทำให้สังคมโดยรวมมีความเข้าใจ และสมัครสมานสามัคคีกัน

 

ลักษณะของServant leader ทั้ง 10ประการนี้มีหลายประการที่เป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผู้นำลักษณะอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นผู้พิทักษ์รักษา การสร้างประชาคม การเป็นผู้รู้ฟัง เห็นอกเห็นใจ และเป็นผู้เยียวยา ซึ่งจะทำให้ Servant leader เป็นผู้ทำงานหนัก เหมือนกับการเป็น "ผู้รับใช้" ขององค์กร และอาจเป็นลักษณะของผู้นำที่ผู้ที่อยากจะเป็นผู้นำหลายคนไม่อยากเป็น เพราะต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไป

 

Servant leadership เป็นผู้นำแห่งอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม อาจจะไม่ถูกกับจริตของผู้นำที่ต้องการสนองความทะเยอทะยานของตนเอง ทำได้ยากหากต้องฝืนทำ และแสร้งทำได้ยากหากไม่อยากทำอย่างจริงใจ

 

เห็นผู้ที่อาสามาเป็นผู้นำของบ้านเมืองทั้งหลายแล้วก็น่าปลื้มใจอยู่ไม่น้อย เพราะล้วนอาสามา "รับใช้" บ้านเมืองและ "พี่น้องประชาชน”...แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่รู้ว่ารับใช้ใคร และเพื่อประโยชน์ของใคร...กลายเป็น Servant leader อีกเวอร์ชั่นที่ต่ำทรามและบั่นทอนความศรัทธาในสังคม

 

 

 

ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ผู้ช่วยรองอธิการบดี และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่าย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

more...
No comment yet.
Scooped by Bhubate Samutachak
Scoop.it!

Recruitment ฉบับสามก๊ก

Recruitment ฉบับสามก๊ก | Bhubate writes | Scoop.it

พงศาวดารสามก๊ก โดยมากจะได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นตำราพิชัยสงคราม บรรดานายทหารทั้งหลายพากันอ่านจนขึ้นใจ กระทั่งเมื่อคราวระเบิดอัปยศรับปีใหม่ที่ผ่านมา และมีการพาดพิงซัดทอดถึงนายทหารคนหนึ่ง โดยเพื่อนนายทหารด้วยกันเอง นายทหารคนนั้นทิ้งท้ายอย่างกินใจในการให้สัมภาษณ์ว่า “คั่วถั่วเอากิ่งถั่วมาเป็นฟืนใส่ไฟ” ซึ่งเป็นบทกวีในสามก๊กตอนที่โจสิด น้องชายโจผีว่าไว้ตอนโจผีบังคับให้แต่งโคลงให้เสร็จภายใน 7 ก้าว โจผีกำหนดหัวข้อให้เป็นเรื่องพี่น้อง แต่ไม่ให้มีคำว่าพี่น้อง ความหมายในบทกวีของโจสิดเป็นการตัดพ้อว่าเป็นพี่น้องกันแต่ทำไมต้องเข่นฆ่ากันเอง

ในระยะหลังสามก๊กกลายมาเป็นพิชัยสงครามสำหรับนักบริหารและนักธุรกิจมากขึ้น แต่หนักไปทางชิงไหวชิงพริบในการแข่งขันมากกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วพงศาวดารสามก๊กยังมีแง่มุมอื่นๆ สำหรับอีกนักบริหารมากมาย

การเสาะแสวงหาลูกน้องที่มีฝีมือมาร่วมงานตลอดจนการผูกมัดใจลูกน้องให้จงรักภักดี เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่โดดเด่นมากในสามก๊ก เมื่อพูดถึงแง่มุมนี้ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงตอนเล่าปี่ไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งกว่าจะเชิญมาได้นั้นยากเย็นแสนเข็ญ จนสุดท้ายขงเบ้งใจอ่อนด้วยเห็นแก่ความนอบน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว และความตั้งใจจริงของเล่าปี่ เนื้อหาของเรื่องตอนนี้ออกจะเป็นทางสรรเสริญความอดทนของเล่าปี่เสียมาก….แต่ถ้าใครเข้าใจได้แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าอ่านสามก๊กผิวเผินเกินไป

จริงๆ แล้วผู้ประพันธ์มีความแยบยลอย่างมากในการฝากข้อคิดเกี่ยวกับการแสวงหาและการมัดใจลูกน้อง เพราะผู้ประพันธ์เอาเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์มาวางไว้อยู่ใกล้กันเพื่อให้ผู้อ่านได้เปรียบเทียบความแตกต่าง แต่มีคนไม่มากนักที่ใส่ใจ

ก่อนที่เล่าปี่จะไปอ้อนวอนให้ขงเบ้งมาช่วยราชการ เล่าปี่มีที่ปรึกษาสำคัญคนหนึ่งชื่อ “ซีซี” ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ตันฮก” เพื่อหนี้อาญาฆ่าคนตาย เล่าปี่ได้พบซีซีเพราะซีซีมาแกล้งทำลำนำเพลงเรียกร้องความสนใจ และทั้งสองก็ได้มีโอกาสสนทนากันจนถูกชะตาและเลื่อมใสซึ่งกันและกัน ในที่สุดเล่าปี่จึงชวนซีซีมาเป็นที่ปรึกษา

ซีซีสร้างผลงานชิ้นแรกด้วยการทำลายกองทัพห้าพันนายที่โจโฉให้ลูกน้องยกมาปราบเล่าปี่ ซึ่งตอนนั้นเล่าปี่ยังเป็นเจ้าเมืองเล็กๆ แต่จัดว่าเป็นดาวรุ่งแห่งยุค ทั้งนี้โจโฉต้องการกำราบเล่าปี่ไว้เสียแต่เนิ่นๆ ในคราวนั้นซีซีวางแผนการธรรมดาๆ เพราะข้าศึกไม่ได้มากมายและหลักแหลมอะไรมากนัก เพียงแต่แบ่งทหารเป็นสามกอง กองหนึ่งอ้อมวกไปตีด้านหลัง กองหนึ่งตีเข้าตรงกลาง แล้วกองหนึ่งเข้าตีด้านหน้า ทั้งหมดโจมตีพร้อมกันจนข้าศึกเสียขวัญ ศึกครั้งนั้นเล่าปี่ได้ชัยชนะ แถมยังฆ่าทหารเอกฝ่ายโจโฉไปได้สองนาย

ผลงานชิ้นที่สองของซีซี คือการแก้กลพยุห ซึ่งเป็นการตั้งกองทัพเป็นค่ายกลชื่อว่า “ค่ายกลประแจทอง” (ฉบับวรรณไว พัธโนทัยแปลว่า “ค่ายกลประแจแปดประตู”) ค่ายกลนี้มีทางเข้าแปดด้าน ด้วยความรอบรู้ของซีซีจึงสั่งทหารให้เข้าตีได้ถูกทาง และสามารถทลายค่ายกลลงได้

ส่วนผลงานชิ้นที่สามของซีซี คือการคาดการณ์ได้ถูกต้องว่า เมื่อข้าศึกปราชัยหลายครั้งจะต้องมีการปล้นค่ายของเล่าปี่เป็นแน่ จึงเตรียมการซ้อนแผน ทำให้สามารถทำลายกองโจรที่มาปล้นค่าย และแอบลอบไปยึดค่ายใหญ่ได้สำเร็จ เป็นอันว่ากองทัพข้าศึกต้องพ่ายถอยกลับไปหาโจโฉอย่างไม่เป็นท่า

ที่ปรึกษาของโจโฉจึงบอกว่า การที่กองทัพอัปยศพ่ายแพ้จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาดังนี้ ก็เพราะเล่าปี่ได้ซีซีมาเป็นที่ปรึกษา ถ้าล่อซีซีให้ลาออกจากเล่าปีมาอยู่ด้วยได้ เล่าปี่เป็นอันสิ้นฤทธิ์

อุบายที่ฝ่ายโจโฉจะใช้ล่อซีซีออกมาจากเล่าปี่คือ ใช้แม่ของซีซีเป็นเหยื่อ ทั้งนี้เพราะที่ปรึกษาให้ข้อมูลว่าซีซีนั้นเป็นคนกตัญญูหาที่เปรียบไม่ได้ เดิมน้องชายซีซีเป็นผู้ดูแลปรนนิบัติ แต่ตอนนี้น้องชายซีซีตายแล้ว แม่ซีซีจึงอยู่คนเดียว โจโฉจึงให้คนไปรับตัวแม่ของซีซีมาไว้ แล้วดูแลความเป็นอยู่อย่างดี หวังเอาใจเพื่อให้ช่วยเกลี้ยกล่อมซีซีให้ลาออกจากเล่าปี่แล้วมาอยู่ด้วย

แม่ของซีซีเป็นยอดหญิงคนหนึ่งในสามก๊ก ที่แม้จะถูกกล่าวถึงไม่กี่บรรทัด แต่วีรกรรมนั้นกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่แพ้นางเตียวเสี้ยนที่ยอมพลีกายเพื่อยุให้ตั๋งโต๊ะกับลิโป้แตกคอกัน เมื่อแม่ของซีซีรู้ว่าโจโฉหวังจะให้ตนเขียนจดหมายเกลี้ยกล่อมซีซีให้ลาออกจากเล่าปี่มาอยู่ด้วยโจโฉ แถมยังดีสเครดิตเล่าปี่วีชนในดวงใจเสียอีก จึงตั้งหน้าด่าโจโฉสาดเสียเทเสีย...ด่าไม่ด่าเปล่า ยังยกเอาแท่นฝนหมึกขว้างใส่เสียอีก

วันนั้น แม่ซีซีรอดมาได้เพราะมีที่ปรึกษาของโจโฉทัดทานโทษประหารไว้ แล้วใช้วิธีเลียนแบบลายมือของแม่ซีซีปลอมจดหมายไปเกลี้ยกล่อมซีซีให้เห็นแก่ชีวิตบั้นปลายของผู้เป็นแม่ ให้ลาจากเล่าปี่มาอยู่กับโจโฉซึ่งขณะนี้ให้การอุปการะเป็นอย่างดี

ซีซีได้รับจดหมายก็เสียใจอย่างมาก แต่ด้วยความเป็นผู้มีกตัญญูจึงเอาจดหมายเข้าไปเพื่อลาเล่าปี่ทั้งๆ ที่ไม่อยากไปเพราะเลื่อมใสศรัทธาเล่าปี่ ส่วนเล่าปี่เองก็ขวัญหายอย่างมากเพราะถ้าซีซีไม่อยู่ก็ขาดที่ปรึกษาที่จะช่วยแก้ไขเมื่อยามคับขัน ทั้งแผนการณ์ที่จะตั้งตัวให้มั่นคงในอนาคตก็คงจะพลอยล้มเหลวไปด้วย...แต่ก็ยอมด้วยความเป็นคนนับถือคุณธรรมของเล่าปี่ แม้จะมีคนทัดทานว่า ตอนนี้ซีซีรู้ตื้นลึกหนาบางของเล่าปี่เป็นอย่างดี ถ้าไปอยู่ด้วยโจโฉก็จะเป็นอันตราย

ซีซีเข้ามาอยู่กับโจโฉสมใจ แต่เมื่อแม่รู้ว่าซีซีกลับมาเพราะถูกลวงก็โมโหในความเขลาของลูกชายที่ตนเองหมายมั่นปั้นมือจะให้ฝากชื่อไว้ในแผ่นดินด้วยการทำราชการกับเล่าปี่ แม่ซีซีร่ำไห้ดุด่าลูกชายเป็นการใหญ่แล้วจึงหนีแขวนคอตายเพื่อล้างอัปยศ ส่วนซีซีเองเสียใจมาก แต่ก็ไม่สามารถกลับไปอยู่กับเล่าปี่ได้เพราะอับอายในความเขลาของตนเอง จึงจำใจทำราชการอยู่กับโจโฉต่อไป

ซีซีอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษา ต้องร่วมประชุมด้วยทุกครั้งที่โจโฉออกว่าราชการ แต่ซีซีไม่เคยปริปากเสนอความคิดหรือกลอุบายใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่โจโฉเลย...

ผู้ประพันธ์สามก๊ก ดำเนินเรื่องต่อด้วยตอนที่เล่าปี่ไปเขาโงลังกั๋ง (เขามังกรหลับ) เพื่อเชิญ จูกัดเหลียง (ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า จูเก๋อเลี่ยง) ชื่อกลางว่า “ขงเบ้ง” มาเป็นที่ปรึกษาตามที่ซีซีแนะนำ

เล่าปี่ไปหาขงเบ้งสามครั้ง แต่ละครั้งก็เที่ยวทักคนโน้นคนนี้สำคัญผิดว่าเป็นขงเบ้ง รอนแรมไปทีไรก็ไม่เจอสักที จนกวนอู และเตียวหุย ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสาบานและร่วมเดินทางไปด้วยเกิดรำคาญ ทำอาการหงุดหงิด พูดจากเหน็บแนมต่างๆ นาๆ แต่เล่าปี่ก็ไม่ย่อท้อ แม้กระทั่งครั้งสุดท้ายโชคดีไปเจอขงเบ้งอยู่บ้านพอดี แต่ก็เกิดไปถึงตอนขงเบ้งนอนหลับกลางวัน เล่าปี่ขณะนั้นแม้จะไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่ก็มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมือง สู้อุตส่าห์ไปยืนรออยู่ข้างเตียง เด็กรับใช้บอกว่าจะไปปลุกให้ เล่าปี่ก็ห้ามไว้ เพราะไม่อยากรบกวนอาจารย์ขงเบ้ง กว่าขงเบ้งจะตื่นก็ตกประมาณบ่ายสี่โมง

ขงเบ้งเห็นความจริงใจ ความนอบน้อม ความอุตสาหะ และการให้เกียรติผู้อื่นของเล่าปี่ จึงเปิดเผย “ยุทธศาสตร์สามก๊ก” ซึ่งเป็นแผนการรวมแผ่นดินจีนทั้งหมด และเป็นเนื้อหาทั้งสิ้นของพงศาวดารให้กับเล่าปี่ และขงเบ้งปราชญ์บ้านนอกคนนี้เอง ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนราชวงศ์ของเล่าปี่จนวาระสุดท้ายของชีวิต

พงศาวดารสามก๊ก เอาเรื่องการ Recruitment ลูกน้องสองกรณีนี้มาอยู่ด้วยกันอย่างจงใจ ฝ่ายหนึ่งได้ตัวไป แต่ไม่ได้ใจ แม้ฝ่ายนั้นจึงบริบูรณ์ไปด้วยเกียรติยศและทรัพย์สิน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งได้ทั้งตัว ได้ทั้งหัวใจ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

เรื่องราวทั้งหมดแม้จะฟังดู “Dramatic” ไปบ้าง แต่ผู้บริหารที่รักจะเลี้ยงตัว เลี้ยงหัวใจลูกน้องจะต้องตระหนักไว้ให้จงหนัก

แม้ผลการสำรวจกี่ครั้งกี่หนจะออกมายืนยันแน่นหนาว่า “เงิน” เป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของพนักงาน แต่ก็อย่างลืมว่า ตอนนี้ใครๆ ก็มี “เงิน” ถ้าเลี้ยงได้แต่ตัว แต่เลี้ยงหัวใจไม่ได้ ก็ต้องใช้ “เงิน” ทุ่มซื้อกันต่อไป...และการเลี้ยงหัวใจเอง ก็ต้องใช้ทั้ง “เงิน” และ “ความจริงใจ” ไม่น้อยไปกว่ากัน

ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน และผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวางแผน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

more...
No comment yet.
Scooped by Bhubate Samutachak
Scoop.it!

"ทิฐิ" สนิมในหัวใจ

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มีน้องที่รักมากคนหนึ่งไปเดินเที่ยวตลาดจตุจักรและได้ส่งของฝากจากจตุจักรมาให้หนึ่งกล่อง...แถมยังกำชับคนที่ถือของมาส่งให้ด้วยว่า อยากให้เปิดดูทันที

จากรูปพรรณสัณฐานและน้ำหนักของกล่อง ก็เดาได้ทันทีว่าคงเป็นกรอบรูปขนาดโพสท์การ์ดเก๋ๆ สักอัน แต่ก็ยังนึกในใจว่ามันจะพิเศษ เก๋ไก๋สักแค่ไหนถึงต้องรีบร้อนอยากให้เปิดดูทันที

เมื่อแกะกล่องดู ก็ปรากฏว่าเป็นกรอบรูปไม้ขนาดโพสท์การ์ดจริงๆ...แต่รูปที่อยู่ในกรอบไม้นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความรู้สึกตื้นตันท่วมท้นในความหมายของภาพ ทั้งกว้างขวางและลึกล้ำเกินกว่าที่จะซึมซับเก็บไว้ได้โดยเร็ว...ต้องใช้เวลานั่งซาบซึ้งกับภาพนั้นอยู่อีกเป็นเวลานาน กว่าที่จะวางไว้หน้าโต๊ะทำงานเพื่อให้เตือนใจตัวเองอยู่เสมอ....

more...
No comment yet.
Scooped by Bhubate Samutachak
Scoop.it!

Chindia...สองโตที่แตกต่าง (Weekly - Manager Online)

Chindia...สองโตที่แตกต่าง (Weekly - Manager Online) | Bhubate writes | Scoop.it

ถนนทุกสายมุ่งสู่เอเซียอีกครั้ง หลังจากที่เอเซียลุ่มๆ ดอนๆ ตั้งแต่ยุค The Myth of Asia's Miracle ที่ศาสตราจารย์ Paul Krugman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2008 เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1995 ทำนายการเติบโตของสี่เสือเศรษฐกิจ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน จนกระทั้งวิกฤตเศรษฐกิจเอเซียในปี 1997 ที่ชนวนความวอดวายเกิดขึ้นจากประเทศไทยแล้วลุกลามข้ามภูมิภาค...มาคราวนี้เอเซียจุดประกายความหวังของการพยุงเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะหลัง Hamburger Crisis ในปี 2008 ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ "Chindia"...จีน และอินเดีย

สองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งโลกในศตวรรษที่ 21 นี้มีอณาเขตติดต่อกัน มีประชากรรวมกันมากว่า 1 ใน 3 ของโลกและเป็นที่จับตามองว่าจีนและอินเดียจะเป็นจักรกลที่ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกติดต่อไปอีกอย่างน้อย 50 ปี โดยในปีนี้จีนคาดว่าสามารถเติบโตได้เกิน 10% อย่างแน่นอน ในขณะที่เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์อินเดียแสดงความกังวลว่าปีนี้อาจเติบโตไม่ถึง 9%...ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อีกหลายประเทศยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะพยุงตัวให้พ้นแดนลบได้หรือไม่

จีนนั้นได้ฉายาว่าเป็นโรงงานของโลก เพราะบริษัทยี่ห้อดังจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างมุ่งหน้าไปตั้งโรงงานเพื่อกอบโกยประโยชน์จากแรงงานและวัตถุดิบราคาถูก ในขณะที่อินเดียเป็น Back Office ของโลกด้วยศักยภาพทางด้านบริการ การเงิน การเติบโตของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะไอที ทำให้ภาพรวมของทั้งสองมหาอำนาจนี้เติมเต็มกันอย่างลงตัว โดยจีนนั้นกลายเป็นฮาร์ดแวร์ ส่วนอินเดียเป็นซอฟต์แวร์ของโลก

แม้ว่าภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดียในสายตาของโลกอาจดูเติบโตสวยหรูคล้ายคลึงกัน ทั้งยังเป็นประเทศที่เติบโตจากความเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณหลายพันปีเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดแล้วการเติบโตของทั้งสองประเทศนี้กลับมีประเด็นที่แตกต่างกันอย่างน่าจับตามอง

คนที่มีโอกาสเดินทางเข้าไปในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ของจีน คงจะตื่นตาตื่นใจกับการอ้าแขนรับความเจริญและความทันสมัยอย่างไร้ขีดจำกัดของจีน ซึ่งไม่เพียงแต่ตึกระฟ้าถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเท่านั้น แม้แต่วิถีชีวิตต่างๆของประชาชนก็รับความเป็นตะวันตกทั้งการกิน การอยู่ การแต่งกาย หนุ่มสาวเดินควงแขน แสดงความรักในที่สาธารณะอย่างเปิดเผย แม้แต่การแต่งงานก็ยังนิยมการแต่งงานในโบสถ์แบบฝรั่ง จนทำให้การนับถือศาสนาคริสต์กลายเป็นความนิยมและสัญลักษณ์ของความทันสมัยของคนหนุ่มสาว...ชาวจีนกำลังดื่มด่ำกับวัฒนธรรมต่างถิ่นอย่างรื่นรมย์

โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจของจีนดำเนินไปอย่างรวดเร็วด้วยคำสั่งเด็ดขาดของรัฐบาลและการร่วมทุนจากภาคเอกชนทั้งภายในและต่างประเทศที่ต่างมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลคอมมิวนิสต์หัวทุนนิยม...จีนวันนี้ผิดรูปผิดร่างไปกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างมาก

แต่สำหรับอินเดีย แม้แต่เมืองใหญ่ๆ อย่างมุมไบ หรือเดลลี ชาวอินเดียยังคงรักษาขนบอินเดียไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งการค้าขาย การกินอยู่ การแต่งกาย และการรักษาขนบธรรมเนียมตามหลักศาสนาเก่าแก่ที่หลากหลายของแต่ละชาติพันธ์ ชีวิตริมถนนหลายอย่างที่ชาวตะวันตกมองว่ายังคงล้าหลัง ไร้ระเบียบ...มีให้เห็นปะปนอยู่กับตึกรามที่ทันสมัย โรงแรมหรูหรา รถยนต์ราคาแพงหลากยี่ห้อที่ปะปนกับแท็กซี่เฟี๊ยตรุ่นสี่สิบปีที่แล้ว...อินเดียเปิดรับความทันสมัยและวิถีชีวิตตะวันตกอย่างกระมิดกระเมี้ยน โดยมีความยึดมั่นในศาสนาและวัฒนธรรมที่สืบทอดมานานเป็นชั้นกรองที่แข็งแรง

อัตราเร่งในการเปิดรับความทันสมัยและวิถีชีวิตตะวันตกที่แตกต่างกันในจีนและอินเดียนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการมองภาพอนาคตของทั้งสองประเทศ ในระยะเวลาอันใกล้ความเจริญและความทันสมัยทั้งหลายจะแผ่กระจายเข้าไปในจีนอย่างรวดเร็ว พื้นขนาดมหึมากว่า 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 22 มณฑล กับประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน จะพลิกโฉมหน้าเป็นจีนใหม่ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Global Market และ Global Customer คือซื้อและใช้สินค้าเหมือนกับคนอื่นๆ ในโลกในพริบตา...ความทันสมัยที่จะถาโถมเข้าจีนในศตวรรษนี้อาจทำให้จีนสุกงอมในความเจริญอย่างรวดเร็ว และหากไม่สามารถสร้างชั้นกลั่นกรองอารยธรรมใหม่ได้อย่างดีแล้ว จีนอาจถึงขั้นเกรียมไหม้จากความเจริญจนไม่สามารถควบคุมได้

ในแง่นี้ อินเดียจะช้ากว่ามาก ซึ่งอาจจะไม่ทันใจนักลงทุนและนักการตลาดที่จ้องจะทุ่มเงินลงทุนและสินค้าต่างๆ เข้าไปในตลาดอินเดีย ทำให้ต้องปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมและรายได้เฉลี่ยของประชากร 1.2 พันล้านคนที่ยังคงต่ำอยู่ในระดับ 1,068 เหรียญสหรัฐต่อปี อยู่ในอันดับ 128 ของโลก อีกทั้งคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่จะปรับตัวให้ทันสมัยขึ้น...การเปลี่ยนแปลงในอินเดียจึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และแม้จะใช้เวลานานกว่าจีนกว่าจะเจริญและทันสมัยรองรับ Global Product ได้ทั้งประเทศ แต่ก็เป็นไปอย่างระแวดระวังและสุขุมกว่า มีเสถียรภาพดีกว่า

จีนและอินเดียในศตวรรษนี้ แม้จะต่างถูกจับตามองว่าเติบโตอย่างโดดเด่น และมีความเหมือนกันในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นความกว้างใหญ่ของประเทศ จำนวนประชากรขนาดมหึมา และความหลากหลายของอารยธรรม แต่ในรายละเอียดนั้นทั้งสองประเทศกลับมีความแตกต่างที่นักลงทุนและนักการตลาดโลกจะต้องจับตามมองอย่างใกล้ชิด

*ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ และผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวางแผน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

more...
No comment yet.
Scooped by Bhubate Samutachak
Scoop.it!

ขงเบ้งลงโทษตัวเอง... สำนึกรับผิดของผู้บริหาร

ขงเบ้งลงโทษตัวเอง... สำนึกรับผิดของผู้บริหาร | Bhubate writes | Scoop.it

ตอนสำคัญตอนหนึ่งในสามก๊กที่เป็นที่ชื่นชอบและกล่าวขวัญของคนทั่วไปคือตอนที่ขงเบ้งขึ้นไปดีด "ขิน" (Qin) บนกำแพง เพื่อทำกลลวงทัพสุมาอี้ (ขินมีลักษณะคล้ายกู่เจิ้งแต่ขนาดเล็กกว่า) แต่ก็เป็นกลลวงแบบจวนตัว รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด…..เรื่องนี้ผู้คนเอามาเล่าในเชิงการสรรเสริญปัญญาของขงเบ้งอยู่จนทุกวันนี้

อันที่จริง ศึกครั้งนั้นขงเบ้งลงเอยด้วยการหลั่งน้ำตาต่อหน้านายทหารทั้งหลาย ประหารเสนาธิการคนสนิทไปหนึ่งคน และลดศักดิ์ตัวเองลงสามขั้น เพื่อลงโทษตัวเอง

วางแผน...วางคน...หน้าที่สำคัญของผู้บริหาร

ศึกครั้งนั้นมีความสำคัญต่อขงเบ้งอย่างมากหลังจากที่พระเจ้าเล่าปี่สวรรคต เพราะเป็นการทำสงครามบุกวุยก๊กของพระเจ้าโจยอย (หลานของโจโฉ) เป็นครั้งแรก ถือเป็นการรุกคืบก้าวสำคัญในการรวมแผ่นดินจีนทั้งหมด ซึ่งเป็นปณิธานของพระเจ้าเล่าปี่ตั้งแต่สมัยเลิกทอเสื่อขายแล้วมาเป็นทหารรับจ้างใหม่ๆ

ในการสงครามคราวนั้น กองทัพของขงเบ้งได้ชัยชนะมาโดยตลอด จนล่วงเข้าดินแดนข้าศึกไปไกล และเกือบจะได้ที่มั่นเพื่อเตรียมทำศึกใหญ่…..ในการศึกที่ถลำลึกเข้าไปมากอย่างนี้ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ การกำกับดูแล "เส้นทางถอย" อย่างเข้มงวด ซึ่งเส้นทางถอยนี้ทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงไปด้วยในตัว หากเส้นทางนี้ตกอยู่ในอันตราย "จะรุกก็รุกไม่ได้ จะถอยก็ถอยไม่ได้" กองทัพสามแสนคนของขงเบ้งสามารถวอดวายได้ในพริบตา

เส้นทางนี้จึงถือเป็นจุดเป็นจุดตายของยุทธการ ซึ่งเส้นทางถอยในครั้งนั้นคือตำบล "เกเต๋ง" อันเป็นตำบลเล็กๆ ป้องกันรักษายาก เพราะค่ายคูประตูหอรบไม่มี กำแพงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ หรือภูเขา ก็ไม่มีเช่นกัน
จุดยุทธศาสตร์สำคัญเช่นนี้ ขงเบ้ง "เผลอ" ไปใช้ "ม้าเจ็ก" ซึ่งเป็นเสนาธิการและเป็นคนที่พระเจ้าเล่าปี่สั่งไว้ก่อนตายว่า "ปากรู้มากกว่าใจ" ให้ไปรักษา....และแม้ขงเบ้งจะวางหมากป้องกันไว้อีกหลายตัว แต่สุดท้ายก็เสียเกเต๋ง ตอนนั้นนับว่ายังโชคดีที่ถอยทัพหลวงได้ทัน ส่วนตัวขงเบ้งเองรอดตายหวุดหวิด ทำอุบาย "บลัฟ" แม่ทัพสุมาอี้ด้วยการขึ้นไปดีดขิน ลวงบนกำแพง

ผิดมหันต์ของผู้บริหาร คือการใช้คนผิด
ครั้งนั้น ขงเบ้งต้องจำใจลงโทษประหารม้าเจ็กทั้งน้ำตา เพราะม้าเจ็กนั้นเป็นลูกน้องที่ร่วมคิด และร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานาน แต่ความผิดก็ต้องความผิด ผิดแล้วก็ต้องลงโทษตามพระอัยการศึก และที่สำคัญคือความผิดครั้งนั้นเป็นความผิดขั้นอุกฤษฏ์ ถึงขนาดชาติล่มจมได้ เพราะถ้ากองทัพสามแสนแตกกระเจิงไม่เป็นกระบวน ก็มีสิทธิถูกตามตีไปจนถึงเมืองหลวงแน่นอน

ไม่เพียงแต่ประหารม้าเจ็กเท่านั้น ขงเบ้งยังทำหนังสือขอพระราชอาญาให้ลดศักดิ์ตัวเองลงจากมหาอุปราช ลงมาเป็นนายทัพขวา กราบบังคมทูลเหตุผลว่าความเสียหายทั้งหมด "ล้วนเป็นความผิดของข้าพเจ้าทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าไม่รู้จักการใช้คนเป็นเหตุใหญ่...ข้าพเจ้าหาจะพ้นผิดด้วยไม่" และยังบอกแก่จูล่งทหารเอกคนสำคัญว่า "ท่านทั้งหลายได้ความลำบากทั้งนี้ก็เพราะเราผู้เดียว เสียแกล้วทหารทุกหมวดทุกกองเป็นอันมาก..."

ความผิดและความชอบทั้งหลาย...มีแก่ "หัวหน้า" เป็นขั้นต้น

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้า...คงจะลงไปทำทุกอย่างเองไม่ได้ แผนการที่วางไว้ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งลูกน้องให้ไปจัดการ...ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว เริ่มจากจุดนั้นเป็นจุดแรก

การตายของม้าเจ็กในครั้งนั้น แม้ดูเหมือนม้าเจ็กจะลนหาที่เอง เพราะเป็นคนอาสาไปตั้งแต่ต้นเพื่อทำความชอบแก่แผ่นดิน แถมยังให้ทำสัญญาไว้อีกว่า หากเสียเมืองยินดีให้ฆ่าทั้งครอบครัว แต่ถ้าขงเบ้งอ่านคนขาด ใจแข็ง มีอุเบกขา ไม่อนุญาตให้ไป รู้จักว่าคนนี้ใช้คิดได้แต่ใช้ทำไม่ได้ ม้าเจ็กก็ไม่ต้องอัปยศจนชื่อจารึกไว้เป็นพันปีอย่างนี้...ใช้คนผิดในคราวนั้น ถือว่าขงเบ้งได้มีส่วน "ฆ่า" ลูกน้องด้วย เพราะไม่ประมาณฝีมือลูกน้อง

ความผิดพลาดในครั้งนั้น ไม่ใช่เสียเฉพาะเมือง และลูกน้องคนสำคัญ แต่เสียโอกาสทอง เสียขวัญ เสียความเชื่อมั่นทั้งหมด...ลุแก่โทษอย่างนี้ ขงเบ้งถึงได้รู้สึกผิด และอับอายอย่างที่สุด

ในการทำกิจการใดๆ ทั้งเกียรติยศ และความอัปยศที่พึงมีแล้วแต่ต้องมีแก่ผู้ได้ชื่อว่าเป็น "หัวหน้า" ก่อนทั้งนั้น เพราะเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ช่วงนี้บ้านเมืองเรามีความผิดพลาดหลายเรื่อง และแต่ละเรื่องล้วนแต่เป็นความผิดพลาดขั้น "อุกฤษฏ์" ทั้งนั้น....ไม่รู้ว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "หัวหน้า" สำนึกในความรับผิด และลงโทษตัวเองกันไปแล้วสักกี่ราย??

more...
Kan Samutkota's comment, March 5, 2012 11:39 AM
แวะมาอ่านบทความครับ ^^